::  Saturday, 1 November, 2014Home  |  Article  |  Review  |  Research  |  Contact Us  |  About Us   
 
In the Region
:: China
:: Cambodia
:: Laos
:: Myanmar
:: Thailand
:: Vietnam
 
Committee
:: ผศ.ชัยวัฒน์ บุณฑริก
:: ผศ.ดร. จิตรกร โพธิ์งาม
:: อาจารย์สุเชาวน์ มีหนองหว้า
 
Activities
:: พิธีเปิดตัวศูนย์แม่น้ำโขงศึกษา
:: โครงการเสวนาประจำไตรมาส ครั้งที่ 1/2553
 
Links
:: Ubon Ratchathani Rajabhat University
:: Faculty of Humanities and Social Science
:: Vientianetimes
:: Myanmar media
:: Voice of america
:: Vientianemai
:: Vietnam News
:: The Nation
:: Irrawaddy
:: Kosol Anusim
:: Nhandan
:: Greater Mekong Sub-region
:: Phnom Penh Post
:: Mekong Post
:: Wangviewtour
:: Mekong Sub-regional Social Research Center
:: Mekong River Commission
:: Indochina Studies Center
:: Laos Information Center
 
Log in  
 
Search :   
 Artcle   Research   Feature

Audio
  โดย สุทธิดา มะลิแก้ว  09-09-2552  16:45:40Small text size Middle text size Large text size 
รู้จักมลายู ผ่านงานชื่อ “เกอราจาอัน”

 

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวว่า อินโดนีเซียนั้นมีความไม่พอใจมาเลเซียเป็นอย่างงยิ่งที่มาเลเซียนั้นได้นำเพลง ราซา ซายัง เอห์ ( Rasa Sayang Eh) มาเป็นเพลงประกอบโฆษณาการท่องเที่ยว โดยระบุว่าเพลงนั้นเป็นเพลงของอินโดนีเซียและบอกว่าเนื้อเพลงที่ร้องนั้นเป็นภาษาท้องถิ่นของเกาะอัมบน ใครจะถูกผิดอย่างไรก็ไม่ได้ติดตาม แต่ว่าอันที่จริงเพลงนี้ก็เพลงที่คนทั่วไปที่เป็นเชื้อสายมลายูต่างรู้จักกันดี หรือแม้จะไม่ใช่มลายูเองก็ตามก็คงเคยได้ยินเพราะเป็นเพลงที่รู้จักกันทั่วไปในภูมิภาคนี้ พอๆกับเพลง บูรง กากา ตูอา ( Burong Kakatua)  ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็เคยร้องเล่นมาตั้งแต่เล็กทั้ง 2 เพลงโดยไม่เคยคิดว่าจะเป็นเพลงของใครแต่คนที่แถวปัตตานีก็คงรู้จักและร้องเพลงนี้กันได้เป็นส่วนใหญ่ และรู้ว่าเพลงนี้เป็นภาษามาเลย์ ซึ่งเป้นภาษาพูดของชาวมลายู

จำได้ว่าในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปี 2538 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพได้มีการทำของที่ระลึกสำหรับนักข่าวหรือ ที่เรียกว่า press kit นั้นได้แจกซีดีที่บอกว่ามีเพลงประจำชาติของแต่ละประเทศเอา ซึ่งปรากฎว่าประเทศไทยได้เลือกเอาเพลง Rasa Sayang Eh เป็นเพลงประจำชาติของมาเลเซียและ เอาเพลง Burong Kakatua เป็นเพลงประจำชาติอินโดนีเซียซึ่งก็น่าสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่มีใครคัดค้าน

อันที่จริงคนทั่วไปอาจจะเข้าใจว่าเป็นทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียจริงๆก็เป็นมลายูเหมือนกันแต่ทำไมถึงไม่ยอมกันเสียเลยว่า เป็นพวกเดียวกันและมีวัฒนธรรมที่ร่วมกัน แต่กลับกลายเป็นว่าอินโดนีเซียกับมาเลเซียนั้นก็มีการกระทบกระทั่งเรื่องวัฒนธรรมเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ และ นอกจากข้อสงสัยเรื่องมาเลเซียกับอินโดนีเซียแล้ว ผู้เขียนก็ตั้งข้อสังเกตในเรื่องการปกครองของมาเลเซียที่ว่ามีการปกครองแบบที่มีกษัตริย์เป็นประมุขเช่นกันแต่ประมุขแห่งรัฐของมาเลเซียนั้นต่างกับไทยที่สุลต่านของแต่ละรัฐนั้นหมุนเวียนกันเป็นกษัตริย์กันเป็นเทอมไปครั้งละ 5 ปี หลังจากได้อ่านหนังสือเรื่อง “เกอราจาอัน: วัฒนธรรมการเมืองมลายูในยุคก่อนรุ่งของระบอบอาณานิคม” เรื่องราวทั้งสองประเด็นดังกล่าวก็เริ่มกระจ่างมากขึ้น

“เกอราจาอัน: วัฒนธรรมการเมืองมลายูในยุคก่อนรุ่งของระบอบอาณานิคม แปลมาจากหนังสือชื่อ Kerajaan: Malay Political Culture on the Eve of Colonial Rule ซึ่งเป็นผลงานการศึกษาของ ศาสตรจารย์ แอนโทนี มิลเนอร์ หรือ A. C. Milner แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรีเลียโดย ชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกสม ตีพิพม์เมื่อปี 2551  นี่เอง แต่ต้นฉบับนั้นตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี  2525  แล้ว แต่ก็จัดเป็นหนังสือที่ยังคงร่วมสมัยและทรงคุณค่ายิ่ง และได้รับการยกย่องให้เป็น 1  ใน 25  หนังสือที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุด ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาโดยสมาคมอาเซียนศึกษาแห่ง The American Council of Learned Societies


ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งของถ้อยความข้างล่างนี้ได้มีส่วนกระตุ้นอย่างยิ่งที่ทำให้อยากอย่างหนังสือเล่มนี้
“เมื่อความรุนแรงหวนกลับมาบริเวณชายแดนใต้อีกครั้งนับตั้งแต่เปิดสักราชใหม่ของปี 2547 นั้น ปรากฎการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับความพยายามของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบคือ อุตสาหกรรมการพิมพ์และสื่อสารมวลชได้พากันผลิตองค์ความรู้และรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ในดินแดนดังกล่าวอย่างขนานใหญ่........ ประวัติศาสตร์ปาตานีและ “ความเป็นมลายู” ได้ถูกผลิตขึ้นมาอย่างคึกคัก.........ในแวดวงวิชาการเองก็มีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยตั้งตนเป็นผู้ชำนัญการพิเศษเรื่องภาคใต้....... เนื่องด้วยการไม่มีทุนความรู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเหล่านั้นจึงทำได้แค่ผลิตซ้ำความรู้เดิมที่ไม่ใช่ของตน......... “ความเป็นมลายู” อันเป็นคำศัพท์ที่ถูกพูดถึงอย่างมีสีสันที่สุดในแวดวงวิชาการ..........แต่ดูเหมือนว่าปัญหาที่ไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังก็คือ “ความเป็นมลายู” ที่พูดถึงกันอยู่หมายถึงอะไร”

นี่คือถ้อยความบางตอนจากคำนำเสนอเรื่อง “เกอราจาอัน และความเข้าใจต่อความเป็นมลายูในสังคมไทย” โดยทวีศักดิ์ เผือกสม และจิราวัฒน์ แสงทอง จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่เขียนลงในหนังสือเล่มนี้ซึ่งถือว่าเป็นการนำเสนอที่ท้าทายเหล่านักวิชาการที่ออกให้ความเห็นหรือผลิตงานที่เกี่ยวข้องกับ  3-4  จังหวัดภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง
 
การได้อ่าน “เกอราจาอัน” แล้วก็อดทำให้คิดไปถึงความพยายามในการนำเสนอโมเดลหลายๆโมเดลโดยภาคส่วนต่างๆเพื่อที่จะหาสันติสุขคืนให้กับดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นดินแดนที่มีชาวมลายูอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทยซึ่งผู้ที่นำเสนอแนวทางนั้นพยายามที่จะดึงเอาความว่า “ความเป็นมลายู” เข้ามาใช้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงนั้น ความเป็นมลายูแท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไร และวัฒนธรรมมลายูที่หลายคนกำลังพูดถึงอยู่นั้นใช่วัฒนธรรมมลายูหรือไม่ หรือใช่แบบที่ชาวมลายูต้องการหรือไม่ ในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นหนังสือที่จะนำเสนอทางออกของเรื่องนั้น แต่ใน เกอราจาอัน ได้ชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายของความเป็นมลายูที่กระจายตัวกันอยู่บนแผ่นดินอันกว้างขวาง ทั้งนี้ดินแดนที่มีชาวมลายูอาศัยอยู่นั้นนักเขียนชาวดัชต์ได้ทำบันทึกไว้ในศตวรรษที่ 18 ว่า “มลายู” ใช้เรียกคนดินแดนในดินต่างๆ เช่น ปาหัง ยะโฮร์ ลิงคะ ปัตตานี และ ฮารู (ดินแดนส่วนใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสุมาตรา๗) และในเอกสารจีนในช่วงเดียวกันก็ใช้คำว่า “มลายู” ไม่ใช่แค่เพียงสำหรับณัฐในแหลมมลายู อย่างเช่นกลันตัน ตรังกานูและ ปาหังเท่านั้นแต่รวมปถึง บรูไน สุโขดาเนาในบอร์เนียวไปจนถึงบางส่วนของฟิลิปปินส์

 ทว่า ชาวมลายูนั้นไม่เคยมีการยอมรับการมีอธิปัตย์เพียงหนึ่งเดียว ในดินแดนมลายูนั้นไม่เคยมีบรรพบุรุษของตระกูลใดที่จะทำให้ตระกูลนั้นมีอำนาจเหนือตระกูลอื่นๆขึ้นมาได้ ราชามลายูส่วนมากมีสาแหรกโคตรวงศ์ที่ค่อนข้างมีเกียรติยศและสถานะเท่าเทียมกันหรือเชื้อสายตระกูลของผู้ปกครองนั้นก็ไม่ได้สืบื้อสายร่วมกันมา เช่น ต้นกำเนิดของกษัตริย์ปัตตานีและปาไซก็มิได้มีเชื้อสายร่วมกันกับผู้วึ่งสืบทอดอยู่ในสายราชวงศ์มะละกาและผู้สืบทอดคือยะโฮร์ จากการค้นพบในหนังสือเล่มนี้ก็คือ ได้ข้อสรุปว่า ชาวมลายูซึ่งไม่มีผู้ปกครองสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวและไม่มีราชวงศ์ร่วมกันจึงไม่มีสำนึกเรื่อง “ความเป็นชาติ”( Nationhood) ร่วมกัน

เปรียบเทียบกับเวียดนามเมื่อศตวรรษที่ 19 เวลาที่กล่าวหนึ่งต้นกำเนิดหรืออัตลักษณ์ของตน ชาวเวียดนามจะตอบว่า “ ข้าพเจ้าเป็นชาวอันนัม” ในขณะที่ชาวมลายูจะตอบว่า เป็นข้าของราชาองค์ใดองค์หนึ่ง เช่น “ ข้าพเจ้าเป็นแห่งราชาลิงคะ” ดังนั้นเวลากล่าวถึงระบอบการปกครองของมลายูนั้น มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การอธิบายสภาพการปกครองที่ใช้คำว่า “เกอราจาอัน” นั้นจริงๆแล้วก็ไม่ได้ตรงกับคำว่ารัฐบาล หรืออาณาจักรโดยตรงแต่จะหมายถึง “ภาวะการมีราชา” และ ชาวมลายูก็อาจเปลี่ยนแปลงและเลื่อนไหลไปภักดีกับราชาองค์ไหนก็ได้ที่ให้ความรู้สึกมั่นคง ดังนั้น สภาพของมลายูนั้นสามารถเห็นถึงความเลื่อนไหล ทั้งที่ตั้งเมืองหลวงที่เลื่อนไหลคือเคลื่อนย้ายไปได้เรื่อยๆ และ พลเมืองก็ย้ายถิ่นฐานกันไปมาได้

ชาวมลายูไม่เคยสนใจที่จะสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันและราชาในแต่ละแคว้นก็เคยมีการสู้รบแย่งชิงอำนาจกันฆ่าฟันกันตายก็บ่อยครั้ง ดังนั้นราชามลายูจึงสนใจที่จะสะสมอำนาจและเชื่อว่า ความมั่งคั่งจะทำให้ตามมาด้วยอำนาจ ดังนั้นการทำการค้าขายนั้นจึงเป็นกิจการของราชาซึ่งว่ากันว่า ราชาบางองค์นั้นไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจะเป็นการค้าของเถื่อนหรือไม่ หรือการสนับสนุนโจรสลัดในบางโอกาสก็เกิดขึ้นได้

ความเป็นท้องถิ่นของมลายูนั้นก็มีความหลากหลายและชาวมลายูก็มีภาษาถิ่นของตัวเองที่แตกต่างกันแต่ก็มีภาษาเดียวกันอยู่ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้สำหรับการค้าขาย ภาษามลายูเคยเป็นภาษากลางในการค้าขายในดินแดนแถบนี้ด้วยซ้ำ ว่ากันว่า ในอดีตนั้นตอนที่โปรตุเกสเข้ามาค้าขายกับสยามก็ใช้ภาษามลายูแล้วค่อยแปลจากมลายูเป็นภาษาไทยอีกต่อหนึ่ง และอย่างที่ว่าไว้ว่าราชาของแต่ละแคว้นนั้นสนใจทำการค้าขาย เพื่อแสวงหาความั่งคั่ง แต่สำหรับราษฎร์และอาชีพหลักคือการทำเกษตรและประมง สำหรับราษฎร์ผู้ทำการการค้านั้นไม่เคยรุ่งเรืองมากไปกว่าการเป็นพ่อค้าเร่ เท่านั้น  และมีการพบว่าชาวมลายูมักไม่ติดยึดกับที่ดิน ที่ดินหมายถึงที่ทำกินเท่านั้นไม่ใช้การเป็นเจ้าของและไม่ได้แสวงหาความมั่งคั่ง

นอกจากนั้นสิ่งที่ชาวมลายูมีเหมือนกันไม่ว่าจะในดินแดนใดที่ชัดเจนที่สุดก็คือ “การแต่งตัว” ชาวอังกฤษที่เดินทางมายังดินแดนมลายูในยุคแรกๆนั้นได้บรรยายถึงการแต่งตัวของชาวมลายูว่าเหมือนกันหมดเกือบจะทุกดินแดน คือ ชายชาวมลายูจะสวมเสื้อบาจูหรือแจ๊คเก็ตแขนสั้น นุ่งโสร่งหรือกระโปรงตาตั้นแบยสก็อต และ เซอร์วะ หรือกางเกง  หรือมีบางคนอธิบายว่าเป็นกระโปรงแบบไม่จับจีบ (อันนี้ก็ให้นึกถึงชุดที่ใส่ในระบำรองเง็งนั่นเอง ที่มีเสื้อแขนยาวแล้วเสื้อกั๊กสวมทับ และ กางเกงแล้วมีโสร่งสั้นสวมทับ)  สิ่งทีมีร่วมกันอีกประการหนึ่งของชาวมลายูคือ การนำมลายูไปยึดโยงกับความเป็นอิสลามอย่างแยกไม่ออก นักเดินทางชาวยุโรปได้บันทึกเอาไว้ในศตวรรษที่ 19  ว่า ทุกแห่งมีแต่สิ่งที่เป็นอิสลาม และพูดถึงเปรักว่า “ เมื่อหมู่บ้านหรือกัมปงโตขึ้นไม่ว่าจะขนาดไหนก็ตาม ก็จะมีการให้บริการทางสาสนา และ มัสยิดก็จะถูกสร้างขึ้นมาอย่างเป็นทางการและมั่นคง” หรือเมื่อปลายศตวรรษที่ 18  ก็เคยมีคนบันทึกเอาไว้ว่า  “ กล่าวโดยทั่วๆไปแล้ว คำว่า มลายู ซึ่งเหมือนกับคำว่า มัวร์ในทวีปอินเดีย คือ เกือบจะเป็นคำที่พ้องความหมายของคำมุสลิม”

ในช่วงศตวรรษที่ 19 มลายูต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย 2 ประการคือ ด้านหนึ่งคือการเข้ามาของแนวความคิดแบบตะวันตกและอีกด้านหนึ่งคือการเข้ามาของอิสลามแบบเคร่งคัมภีร์  (Fudamentalist)หรือเรียกอีกในหนึ่งว่า กระแสความทันสมัยแบบตะวันตกได้เข้ามาท้าทายทายความคิดและกระแสอิสลามบริสุทธิ์จากตะวันออกกลางหรือโลกอาหรับที่ได้เข้ามาท้าทายรากฐานสำคัญซึ่งรูปแบบวิถีชีวิตที่ชาวมลายูดำรงอยู่

มาถึงตรงนี้ก็ทำให้ได้ข้อสังเกตว่า ในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 นั้นเข้าใจว่าแนวคิดแบบตะวันตกนั้นได้เข้ามาสั่นคลอนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมมลายูได้มากพอสมควร เพราะจะได้เห็นความเปิดกว้างและความเป็นโลกสากลของชาวมลายูอยู่ไม่น้อย แต่มาถึงปัจจุบันนี้อิทธิพลด้านแนวคิดแบบอิสลามแบบเคร่งคัมภีร์อาจเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น ในทางกายภาพเราจะเห็นได้จากการแต่งกายที่ชาวมลายูจะเปลี่ยนแปลงจากการแต่งกายแบบมลายูดั้งเดิมมาเป็นการแต่งกายแบบอาหรับมากขึ้น หรือพิธีกรรมหลายๆอย่างที่เคยปฎิบัติในหมู่ชาวมลายูอาจเปลี่ยนไปบ้างแล้ว หลายคนเริ่มงดเว้นกิจกรรมที่บันเทิงลงไป

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความท้าทายของ 2 กระแสนี้ หากกลับมาในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นบางจังหวัดในประเทศไทยทั้งภาครัฐและนักวิชาการมักเน้นย้ำเสมอถึงเรื่องที่จะต้องไม่ละเลยประเด็นความแตกต่างและให้เคารพในวัฒนธรรมมลายู แต่ถามว่า วัฒนธรรมแบบไหนที่ชาวมลายูไทยต้องการ และจริงๆแล้วคงต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนั้นมลายูไม่ได้อยู่ในเกอราจาอันแบบเก่า และ ราชาแห่งปัตตานีนั้นอาจไม่ได้เรืองอำนาจดังแต่ก่อนการปรับตัวของมลายูปัตตานีที่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันจะต้องเป็นเช่นไร หลังจากอ่าน “ เกอราจาอัน” แล้ว ทำให้ต้องทบทวนดูให้ถ้วนถี่ว่า วัฒนธรรมมลายูที่แท้แล้วเป็นเช่นไร และ จริงๆแล้ว ทุกวันนี้ “การทำให้เป็นมลายู” ที่มีนักวิชาการพูดถึงอยู่บ้างนั้น ในที่สุดอาจจะไม่ได้เป็นมลายูแท้ก็ได้แต่อาจกลายเป็น “การทำมลายูให้กลายเป็นอาหรับ” ไปก็ได้

 

 
 จำนวนผู้อ่าน 991 คน

 

 


 

ศูนย์แม่น้ำโขงศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี

Center for Mekong Studies, Faculty of Humanities and Social Sciences, Ubon Ratchathani Rajabhat University.

 Copyright © 2014-2015, All Rights Reserved.

Free counter and web stats